Amazon eBay

Amazon vs eBay แลกกัน หมัดต่อหมัด ใน 7 ยก

หากพูดถึงตลาดสินค้าในต่างประเทศแล้ว คงไม่มีใครจะไม่รู้จัก 2 ยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon และ eBay ที่มักจะมีข้อเปรียบเทียบกันอยู่เสมอในหมู่ผู้ขายจากเมืองไทย บ้างก็บอกว่า Amazon ดีกว่า บ้างก็บอกว่า eBay ดีกว่า เราลองไปเทียบกันแบบหมัดต่อหมัดกันเลยดีกว่าว่าทางเลือกไหนจะดีที่สุดสำหรับเหล่าเราๆ นักขายจากเมืองไทย

ยกที่ 1 : ประวัติและรายได้

Amazon – เริ่มต้นจากเป็นเว็บไซต์ขายหนังสือออนไลน์ในปี 1995  โดยในปีแรกๆมีรายได้ $164 ล้าน จากผู้ซื้อทั้งหมด 1.5 ล้าน ใน 150 ประเทศ  20 ปีให้หลัง Amazon กลายเป็นยักษ์ใหญ่ที่ไม่ใช่แค่การขายหนังสือ แต่กลายเป็นเว็บไซต์ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยยอดขาย $43.7 พันล้าน ในปลายปี 2016

eBay –  เปิดตัวในช่วงเดียวกันกับ Amazon ในปี 1995 ด้วยรูปแบบที่แตกต่าง โดยเน้นเป็นศูนย์กลางประมูลการซื้อขายสินค้าระหว่างบุคคลที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีรายงานยอดขาย $19.5 ล้านในปี 1998 และมียอดขาย $22.3 พันล้านในปลายปี 2016 ซึ่ง ประมาณครึ่งหนึ่งของยอดขายที่ Amazon ทำได้

คะแนนยกที่ 1 : ในแง่รายได้และการเติบโต – Amazon ชนะ แต่ใครจะรู้ว่าจริงๆแล้วมีผู้ขายจำนวนมากที่สร้างรายได้อยู่เบื้องหลังของ 2 เว็บไซต์นี้ไปพร้อมๆกัน

 

ยกที่ 2 : จำนวนผู้ขาย

Amazon – จะมุ่งเน้นไปที่ Professional Seller และมียอดผู้สมัครเป็นผู้ขายสินค้าในทุกประเทศรวมมากกว่า 100,000 รายต่อเดือน นอกจากนั้น Amazon ยังเน้นในส่วนของผู้ขายที่มีแบรนด์สินค้าเป็นของตัวเอง หรือ Private Label Brand ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสผู้ขายที่ต้องการจะสร้างแบรนด์ไปทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

eBay – จากข้อมูลล่าสุดในปี 2015 eBay มีผู้ขายมากถึง 25 ล้านราย ด้วยจำนวนที่มากขนาดนี้ ทำให้มีแบรนด์จำนวนมากมาย ประสบความสำเร็จบน eBay มากกว่า Amazon โดยบางส่วนก็สร้างแบรนด์บนเว็บไซต์ Amazon ควบคู่ไปด้วย แต่ eBay ยังโดนลูกค้าจดจำในมุมเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าใช้แล้ว (Used products) ในขณะที่ความเป็นจริงสินค้ามากถึง 80% เป็นสินค้าใหม่

คะแนนยกที่ 2 : ในแง่จำนวนผู้ขาย – eBay ชนะ, ในแง่การสร้างแบรนด์ใหม่ๆ – Amazon ชนะ 

 

ยกที่ 3 : จำนวนผู้ซื้อ

Amazon – มีผู้ซื้อที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 300 ล้านรายและมีประมาณ 30 ล้านรายมีการซื้อผ่าน App โดยพฤติกรรมผู้ซึ่งบน Amazon มากถึง 44% จะค้นหาสินค้าผ่านทางเว็บไซต์โดยตรง นั่นหมายถึงมีความจงรักภักดีหรือเชื่อมั่นในเว็บไซต์ Amazon นั่นเอง ดังจะเห็นได้จากมีจำนวณครัวเรือนในอเมริกามากถึง 44%  ที่เป็นสมาชิก Prime สำหรับการมีอภิสิทธิ์ส่งสินค้าได้เร็วและได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูก ผู้ซื้อจะชอบสินค้าที่มีคุณค่า ไม่ใช่ราคาถูกอย่างเดียว เน้นเร็ว เน้นส่งฟรี

eBay – มีผู้ซื้อที่ลงทะเบียนไว้ประมาณ 167 ล้านราย ครึ่งหนึ่งของ Amazon ผู้ซื้อบน eBay ส่วนมากจะสนใจในคุณภาพของสินค้าและบริการที่จะได้รับจากผู้ขาย มีความจงรักภักดีในแบรนด์ eBay พอๆกับ Amazon แต่มีความคาดหวังที่จะซื้อในราคาที่ถูก เนื่องจากระบบประมูลที่ออกแบบมาให้เกิดการแข่งขันด้านราคานั่นเอง ถึงแม้ eBay ก็มีระบบขายแบบ Fixed price listing เหมือนกันกับ Amazon ก็ตาม

คะแนนยกที่ 3 : ในแง่จำนวนผู้ซื้อ – Amazon ชนะ, ในแง่พฤติกรรมผู้ซื้อแตกต่างกัน ใครขายสินค้าก็ควรทำความเข้าใจให้ดี

 

ยกที่ 4 : จำนวนตลาดที่เปิดในประเทศต่างๆ

Amazon – มีตลาด หรือ marketplace 11 แห่งทั่วโลก กระจายอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป และ เอเชีย ยังไม่รวมที่พึ่งเปิดใหม่อย่าง บราซิล เนเธอแลนด์ ออสเตรเลีย มีผู้ซื้อกระจายอยู่ทั่วโลกมากถึง 180 ประเทศ ในปี 2016 มีรายงานว่ายอดขายมากถึง 33% มาจากยอดขายนอกทวีปอเมริกาเหนือ

eBay – มีตลาดมากถึง 25 แห่ง ซึ่งดูแล้วมีความยืดหยุ่นในทางเลือกมากกว่า Amazon นั่นเอง มีรายงานว่ามากถึง 62% เป็นยอดขายจากตลาดนอกอเมริกา

คะแนนยกที่ 4 : ในแง่จำนวนตลาดหรือเว็บไซต์ที่รองรับผู้ซื้อ – eBay ชนะ

 

ยกที่ 5 : สินค้า

Amazon – มีสินค้ากระจายใน 38 หมวดสินค้า ตั้งแต่ชิ้นส่วนรถยนต์ไปจนถึงไวน์ โดยมีแบรนด์สินค้าที่ไม่ซ้ำกันเลย 688,690 แบรนด์ โดยหมวดสินค้าที่ขายกันมากที่สุดคือ Cell Phones & Accessories 82 ล้านรายการ, Home & Kitchen 64 ล้านรายการ, Clothing Shoes & Jewelry 33 ล้านรายการ  และหมวดอื่นๆ  อย่างไรก็ตามไม่ใช่ทุกหมวดสินค้าที่ Amazon จะอนุญาตให้ผู้ขายทุกรายขายได้ บางหมวดจำเป็นต้องมีการขออนุญาตก่อนขายสินค้า

eBay – มีสินค้าที่ลงขายมากกว่า 1 พันล้านรายการใน 20,000 หมวดสินค้าแยกย่อยลงไป โดยหมวดสินค้าที่ขายกันมากที่สุดคือ Electronics เช่น แลปท็อป เกมส์ กล้อง, Fashion เช่น สูท รองเท้า กระเป่า เสื้อผ้า และ Collectibles เช่น เหรียญ การ์ด สแตมป์ อื่นๆ

คะแนนยกที่ 5 : ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจนในแง่สินค้า จริงๆแล้วต้องบอกว่าทั้งสองตลาดมีความเฉพาะที่แตกต่างกัน Amazon จะให้ความรู้สึกเหมือนกันไปซื้อสินค้าที่จำเป็นทั่วๆไปตั้งแต่กระดาษทิชชูไปจนถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ขณะที่ eBay จะเน้นไปที่การขายสินค้าที่มีลักษณะเฉพาะหรือของสะสม

 

ยกที่ 6 : รูปแบบการขาย & ค่าธรรมเนียม

Amazon – จะมีรูปแบบการขายแบบ Professional Seller หรือ Individual Sellers สำหรับผู้ขายที่สามารถเลือกลงทะเบียนได้ โดยแบบ Professional Sellers จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมรายเดือน $39.99 และค่าธรรมเนียมอื่นๆเมื่อขายได้ ขณะที่แบบ Individuals จะไม่มีค่าธรรมเนียมรายเดือน แต่ลงสินค้าได้ไม่เกิน 40 รายการต่อเดือน ซึ่งเหมาะกับรายย่อย จะต้องเสีย $0.99 เมื่อขายได้ต่อ 1 ออเดอร์ รวมถึงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมอื่นด้วย อ่านเพิ่มเติมความแตกต่างระหว่าง Professional Sellers และ Individual Sellers

eBay – ไม่มีการแยกรูปแบบเหมือน Amazon ค่าใช้จ่ายเบื้องต้นมาจาก Listing fee, Final value fee และ Fees for additional optional features or services รูปแบบการขายจะเหมาะกับรายย่อย ที่มีลิสสินค้าหรือ SKUs ไม่มากเกินไป รูปแบบการลงสินค้า การขายสินค้าจะมีขั้นตอนที่ไม่ซับซ้อน

คะแนนยกที่ 6 : ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน ผู้ขายจะต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งรูปแบบสินค้าที่จะขาย การขนส่ง การโฆษณา และอื่นๆ

 

ยกที่ 7 : การจัดส่ง

Amazon – มีสองทางเลือกให้กับผู้ขาย คือ ส่งสินค้าไปสต็อคที่โกดัง Amazon (Fulfillment by Amazon – FBA) หรือ ส่งสินค้าเอง (Fulfillment by Merchant)  ซึ่งการทำในลักษณะ FBA มีผลต่อยอดขายเป็นอย่างมากทั้งในแง่ โอกาสในการขาย และ ระบบที่ผู้ขายแทบไม่ต้องทำอะไร เพราะมีทางทีมงาน Amazon เป็นผู้จัดการขั้นตอนการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าและการติดต่อดูแลลูกค้าทั้งหมด นับว่าเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ

eBay – ผู้ขายทุกรายต้องรับผิดชอบการจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าเอง ไม่มีระบบรองรับเหมือน FBA  แต่หากผู้ขายรายไหนที่สามารถเสนอรูปแบบการส่งที่เร็ว และส่งฟรีให้กับผู้ซื้อได้ ทาง eBay ก็จะให้ความสำคัญมากกว่า นั่นหมายถึงเพิ่มโอกาสในการขายได้มากขึ้นนั่นเองเมื่อเทียบกับผู้ขายรายอื่นๆ

คะแนนยกที่ 7 : ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจน ขึ้นอยู่รูปแบบธุรกิจและความเหมาะสมของผู้ขายแต่ละราย

 

สรุปคะแนน

หากไม่พิจารณายอดขายหรือจำนวนผู้ซื้อ ก็ไม่มีผู้ชนะที่ชัดเจนระหว่าง Amazon และ eBay 

Amazon เป็นเว็บค้าปลีกมหาอำนาจทางด้านออนไลน์ ที่เติบโตไปพร้อมกับการล้มหายตายจากของการค้าปลีกแบบ offline  แต่สิ่งหนึ่งที่ผู้ขายบน Amazon ต้องตระหนักคือคุณต้องมีความเป็นมืออาชีพให้มากพอ มีการเตรียมตัวให้ดีหากต้องการเติบโตบนเว็บไซต์ Amazon

eBay  ถึงแม้จะมีลูกค้าและยอดขายครึ่งเดียวของ Amazon แต่ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่เป็นโอกาสที่ยิ่งใหญ่มากๆ ของผู้ขายที่ต้องการขายสินค้าที่เฉพาะ ที่ไม่สามารถลงขายในเว็บไซต์ Amazon ได้  และผู้ขาย eBay จำนวนมากจะมีทักษะในการขายหลายๆตลาดควบคู่กันไป รวมไปถึงการขายบน Amazon ด้วยนั่นเอง

ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็สำเร็จได้ แล้วคุณล่ะ เลือกสักทางหรือยัง?

 

ที่มา: http://www.cpcstrategy.com  (ดัดแปลงเนื้อหา)

 

ใส่ความเห็น